ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ผู้ผลิตโฆษณาไว้กับตัวเลขจริงที่ขับในชีวิตประจำวัน ต่างกันเยอะมาก รถที่บอกว่าวิ่ง 20 กม./ลิตร จริงๆ อาจได้แค่ 13-15 กม./ลิตร เพราะสภาพการใช้งานจริงไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนห้องทดสอบ ถ้าอยากรู้ว่ารถเราจริงๆ กินน้ำมันเท่าไหร่ ทำได้ไม่ยาก
วิธีคำนวณแบบง่ายที่สุด
ขั้น 1: เติมน้ำมันเต็มถัง แล้ว reset มาตรวัดระยะทาง (trip meter) เป็น 0 ขั้น 2: ขับรถไปปกติจนน้ำมันเหลือสักครึ่งถังหรือน้อยกว่า ขั้น 3: กลับไปเติมเต็มถังอีกครั้ง จดจำนวนลิตรที่เติม ขั้น 4: ดูระยะที่วิ่งได้จากมาตรวัด ขั้น 5: เอาระยะทาง (กม.) หารด้วยจำนวนลิตรที่เติม = อัตราสิ้นเปลือง (กม./ลิตร) ตัวอย่าง: วิ่ง 450 กม. เติม 35 ลิตร = 12.9 กม./ลิตร
ทำไมตัวเลขจริงถึงต่างจากโฆษณา
ผู้ผลิตทดสอบในห้องแล็บที่ควบคุมทุกอย่าง ไม่มีรถติด ไม่มีลมต้าน ไม่มีเปิดแอร์ ไม่มีขึ้นเขา ในชีวิตจริงมีปัจจัยเยอะมาก ทั้งสภาพถนน จราจร พฤติกรรมคนขับ น้ำหนักบรรทุก ยิ่งขับในกรุงเทพฯ รถติดๆ หยุดๆ ตัวเลขจริงอาจต่ำกว่าที่โฆษณาถึง 20-40%
ตัวเลขเท่าไหร่ถึงเรียกว่าปกติ
รถเก๋งเครื่องเล็ก 1.2-1.5 ลิตร ในเมืองได้ 12-16 กม./ลิตรถือว่าปกติ ทางด่วน 16-22 กม./ลิตร รถ SUV เครื่อง 1.8-2.0 ลิตร ในเมือง 8-12 กม./ลิตร ทางด่วน 14-18 กม./ลิตร รถกระบะดีเซล ในเมือง 8-11 กม./ลิตร ทางด่วน 13-17 กม./ลิตร ถ้ารถเราได้ต่ำกว่านี้มาก อาจมีปัญหาบางอย่างที่ต้องตรวจ
ปัจจัยที่ทำให้กินน้ำมันผิดปกติ
ลมยางอ่อน ไส้กรองอากาศตัน หัวเทียนเสื่อม น้ำมันเครื่องเก่า เปิดแอร์เย็นมาก บรรทุกของหนัก ออกตัวแรง ขับเร็วเกินไป หรือเกียร์ออโต้ที่เปลี่ยนเกียร์ไม่สมูท ถ้าอัตราสิ้นเปลืองลดลงจากเดิมมากกว่า 15% ควรเอารถไปเช็ค
แอปช่วยได้
ถ้าขี้เกียจคำนวณเอง มีแอปมือถือหลายตัวที่ช่วยบันทึกทุกครั้งที่เติมน้ำมัน แล้วคำนวณให้อัตโนมัติ เห็นเป็นกราฟด้วยว่าช่วงไหนกินเยอะ ช่วงไหนกินน้อย ลอง Fuelio ในมือถือ Android หรือ FuelBuddy ใน iOS ฟรีทั้งคู่
รู้ตัวเลขแล้ว ทำอะไรได้?
พอรู้อัตราสิ้นเปลืองจริงของรถตัวเอง ก็คำนวณค่าน้ำมันต่อเดือนได้แม่นยำขึ้น วางแผนงบได้ดีขึ้น และที่สำคัญ ถ้าค่าตัวเลขเปลี่ยนผิดปกติ จะรู้ตัวเร็วว่ารถมีปัญหา ไม่ต้องรอจนเสียหายหนัก



