ลมยางเป็นปัจจัยที่หลายคนมองข้ามแต่ส่งผลต่อการกินน้ำมันอย่างมาก ยางที่ลมอ่อนเกินไปจะเพิ่มแรงเสียดทานกับถนน ทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้น กินน้ำมันมากขึ้น แถมยังสึกเร็วอีกด้วย มาดูว่าลมยางส่งผลต่อกระเป๋าเงินเรามากแค่ไหน
ลมยางอ่อนกินน้ำมันมากขึ้นเท่าไหร่
จากการทดสอบของกรมขนส่งทางบก ทุกๆ 1 PSI ที่ลมยางต่ำกว่ามาตรฐาน จะทำให้กินน้ำมันมากขึ้นประมาณ 0.3% ถ้าลมยางต่ำกว่ามาตรฐานเฉลี่ย 10 PSI (เช่น ยางมาตรฐาน 32 PSI แต่เหลือแค่ 22 PSI) จะสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นถึง 3% สมมติค่าน้ำมันเดือนละ 4,000 บาท จะเสียเงินเพิ่ม 120 บาท/เดือน หรือ 1,440 บาท/ปี แค่เพราะไม่เช็คลมยาง
ลมยางแข็งเกินไปก็ไม่ดี
หลายคนคิดว่าเติมลมยางมากๆ จะประหยัดน้ำมัน จริงที่แรงเสียดทานลดลง แต่ยางจะสัมผัสถนนน้อยลง ทำให้การยึดเกาะลดลง เบรกไม่อยู่ ขับเลี้ยวลื่น และยางจะสึกเฉพาะตรงกลาง อายุการใช้งานสั้นลง อันตรายมากโดยเฉพาะเวลาฝนตก
ควรเติมลมยางเท่าไหร่
ดูค่าลมยางที่แนะนำได้จากสติกเกอร์ข้างประตูรถฝั่งคนขับ หรือฝาถังน้ำมัน ส่วนใหญ่อยู่ที่ 30-35 PSI ค่านี้เป็นค่าที่ผู้ผลิตทดสอบแล้วว่าให้ทั้งความปลอดภัย ความสบาย และความประหยัดที่ดีที่สุด รถบางรุ่นกำหนดค่าลมยางหน้าและหลังไม่เท่ากัน ต้องดูให้ดี
ควรเช็คลมยางบ่อยแค่ไหน
ควรเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือก่อนเดินทางไกลทุกครั้ง ที่สำคัญ ควรเช็คตอนยางเย็น (ก่อนขับหรือขับไม่เกิน 3 กม.) เพราะเมื่อยางร้อนจากการขับ ลมจะขยายตัวทำให้ค่าที่วัดได้สูงกว่าความจริง เช็คได้ฟรีที่ปั้มน้ำมันทุกแห่ง หรือซื้อเครื่องวัดลมยางดิจิทัลราคาไม่กี่ร้อยบาท
แก๊สไนโตรเจนดีกว่าลมธรรมดาไหม
ไนโตรเจนมีข้อดีคือรั่วช้ากว่าลมธรรมดา ทนความร้อนได้ดีกว่า ลมยางจะคงที่นานกว่า แต่ความต่างไม่ได้มากนัก สำหรับรถทั่วไปที่ใช้ในเมือง ลมธรรมดาก็เพียงพอ ถ้าเช็คลมยางเป็นประจำ
ลมยางกับความปลอดภัย
ลมยางไม่ใช่เรื่องของค่าน้ำมันอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับความปลอดภัยโดยตรง ลมยางอ่อนทำให้ยางร้อนมากเกินไป อาจทำให้ยางระเบิดได้ โดยเฉพาะเมื่อขับเร็วบนทางด่วน ลมยางที่ถูกต้องช่วยให้เบรกได้ดี ขับเลี้ยวมั่นคง และลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ
สรุปเรื่องลมยาง
เช็คลมยางให้ตรงสเปกเดือนละครั้ง ช่วยทั้งประหยัดน้ำมัน ยืดอายุยาง และเพิ่มความปลอดภัย ลงทุนเวลาแค่ 5 นาทีต่อเดือน แต่ประหยัดได้ปีละหลายพันบาท


