ค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มีราคาเดียวทั่วประเทศ เพราะขึ้นกับผู้ให้บริการ ประเภทหัวชาร์จ ช่วงเวลา ค่าจอด และเงื่อนไขของสถานที่ การเห็นราคาเป็นบาทต่อหน่วยจึงยังไม่พอที่จะบอกว่าทริปหนึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
คำนวณจากพลังงานที่ชาร์จจริง
ดูหน่วยไฟฟ้าที่ชาร์จจริงจากหน้าจอหรือแอป แล้วรวมค่าพลังงาน ค่าบริการ และค่าจอดถ้ามี จากนั้นนำค่าใช้จ่ายหารด้วยระยะทางที่วิ่งได้ในลักษณะการใช้งานปกติของคุณ การใช้ตัวเลขจากรถคนละรุ่นหรือการขับคนละเส้นทางอาจทำให้เปรียบเทียบคลาดเคลื่อน
เช็กก่อนเสียบชาร์จ
ตรวจอัตราค่าบริการ วิธีเริ่มและหยุดชาร์จ ค่าปรับเมื่อจอดเกินเวลา และสถานะหัวชาร์จจากแอปของผู้ให้บริการเสมอ สำหรับการชาร์จที่บ้าน ควรให้ผู้มีความรู้ตรวจความเหมาะสมของระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ตามข้อกำหนดของผู้ผลิตรถ
สูตรต้นทุนการชาร์จต่อระยะทาง
นำพลังงานที่จ่ายจริงเป็นกิโลวัตต์ชั่วโมงคูณอัตราค่าชาร์จ แล้วรวมค่าจอดหรือค่าบริการ จากนั้นหารด้วยระยะทางที่วิ่งได้ ตัวอย่างรับพลังงาน 45 kWh ค่าไฟ 8 บาทต่อ kWh และวิ่งได้ 300 กิโลเมตร ต้นทุนพลังงานคือ 360 บาทหรือ 1.20 บาทต่อกิโลเมตร ตัวเลขนี้ไม่รวมการสูญเสียและค่าบริการอื่น
เหตุผลที่ราคาในแอปกับยอดจริงอาจต่างกัน
- อัตราตามช่วงเวลาและประเภทหัวชาร์จ
- ค่าจอดหลังชาร์จเสร็จหรือค่าธรรมเนียมสมาชิก
- พลังงานสูญเสียระหว่างชาร์จ
- อุณหภูมิ ความเร็ว และสภาพแบตเตอรี่
ควรตรวจราคาในแอปผู้ให้บริการก่อนเริ่มทุกครั้ง และใช้ใบเสร็จจริงในการเปรียบเทียบกับรถน้ำมัน
ชาร์จบ้านกับชาร์จสาธารณะต้องคิดต่างกัน
ชาร์จบ้านต้องรวมอัตราค่าไฟตามประเภทผู้ใช้ การสูญเสีย และค่าติดตั้งอุปกรณ์ ส่วนชาร์จสาธารณะอาจคิดตาม kWh เวลา ค่าจอด หรือสมาชิก เปรียบเทียบจากใบเสร็จจริง ไม่ใช้เพียงราคาเด่นในแอป
ตัวอย่างต้นทุนต่อกิโลเมตร
| รายการ | ตัวอย่าง |
|---|---|
| พลังงานจากหัวชาร์จ | 45 kWh |
| อัตรา | 8 บาท/kWh |
| ค่าใช้จ่าย | 360 บาท |
| ระยะทาง | 300 กม. |
| ต้นทุน | 1.20 บาท/กม. |
ปัจจัยที่ทำให้ระยะทางต่างจากตัวเลขมาตรฐาน
- ความเร็วและการเร่ง
- อุณหภูมิและระบบปรับอากาศ
- ความสูง เส้นทาง และลม
- น้ำหนักบรรทุก
- สภาพแบตเตอรี่และยาง




