หลายคนอาจไม่รู้ว่าประเทศไทยมีอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่และทันสมัยมาก มีกำลังการกลั่นรวมกันมากพอที่จะรองรับความต้องการภายในประเทศ แถมยังส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปอีกด้วย มาทำความรู้จักโรงกลั่นน้ำมันในไทยกัน
โรงกลั่นหลักในไทย
ไทยมีโรงกลั่นน้ำมันหลัก 7 แห่ง รวมกำลังการกลั่นกว่า 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ได้แก่ ไทยออยล์ (กำลังการกลั่น 275,000 บาร์เรล/วัน ใหญ่สุดในไทย) พีทีที โกลบอล เคมิคอล ไออาร์พีซี (ตั้งอยู่ที่ระยอง) สตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง (ร่วมทุนระหว่าง ปตท. และเชฟรอน) บางจากคอร์ปอเรชั่น เอสโซ่ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านปู เน็กซ์) และระยองเพียวริฟายเออร์ โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ
กระบวนการกลั่นน้ำมันทำอย่างไร
น้ำมันดิบที่นำเข้ามาจะถูกส่งเข้าหอกลั่น (Distillation Tower) ซึ่งจะแยกน้ำมันดิบออกเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตามจุดเดือด เริ่มจากก๊าซ LPG ที่เบาที่สุด ตามด้วยเบนซิน น้ำมันอากาศยาน ดีเซล น้ำมันเตา และยางมะตอย จากนั้นจะผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพเพิ่มเติมเพื่อให้ได้น้ำมันที่มีมาตรฐานสูง
ไทยผลิตพอใช้ในประเทศไหม
กำลังการกลั่นรวมของไทยเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และยังสามารถส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ แต่ไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมาเป็นวัตถุดิบ โดยนำเข้าจากตะวันออกกลางประมาณ 70% (ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต) ที่เหลือจากแอฟริกา รัสเซีย และแหล่งอื่นๆ
ทำไมราคาน้ำมันไทยไม่ถูกกว่านี้
แม้ไทยจะกลั่นน้ำมันเองได้ แต่วัตถุดิบคือน้ำมันดิบต้องนำเข้า ราคาจึงผูกกับตลาดโลก นอกจากนี้ในราคาน้ำมันหน้าปั้มยังมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเทศบาล เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน และค่าการตลาดของปั้มอีกด้วย ต้นทุนน้ำมันดิบคิดเป็นประมาณ 50-60% ของราคาหน้าปั้ม
คุณภาพน้ำมันไทย
น้ำมันที่ผลิตในไทยมีมาตรฐาน Euro 4 ซึ่งเป็นระดับที่ดีเทียบเท่ากับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน มีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดโดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ทั้งเรื่องค่าออกเทน ปริมาณกำมะถัน และสารปนเปื้อนต่างๆ
สรุปเรื่องโรงกลั่นน้ำมันไทย
ไทยมีโรงกลั่นน้ำมันที่ทันสมัยและกำลังการผลิตเพียงพอ แต่ยังต้องพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้า ราคาน้ำมันจึงผูกกับราคาตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของนโยบายพลังงานไทย


