รถไฟฟ้ามือสองเริ่มมีให้เห็นในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ราคาลดจากป้ายแดงค่อนข้างเยอะ บางคันลดเกือบครึ่ง ฟังดูน่าสนใจ แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ มีหลายอย่างที่ต้องรู้ เพราะรถไฟฟ้าไม่เหมือนรถน้ำมันที่เราคุ้นเคย
แบตเตอรี่ คือหัวใจของเรื่อง
แบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนที่แพงที่สุดของรถไฟฟ้า คิดเป็น 30-40% ของราคารถ ปัญหาที่กลัวกันมากคือ Battery Degradation หรือการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ ซึ่งจะทำให้วิ่งได้ระยะสั้นลง แบตเตอรี่ที่ใช้มา 3-5 ปี อาจเหลือความจุ 80-90% ของตอนใหม่ ควรขอดูรายงาน SOH (State of Health) ของแบตเตอรี่ก่อนซื้อ ถ้ายังเหลือ 80% ขึ้นไปก็ยังใช้ได้ดี ถ้าต่ำกว่า 70% ต้องคิดหนัก
ประวัติการชาร์จสำคัญ
รถที่ใช้ชาร์จเร็ว DC เป็นหลัก แบตเตอรี่จะเสื่อมเร็วกว่ารถที่ชาร์จช้าที่บ้านเป็นประจำ ถามเจ้าของเดิมว่าชาร์จที่ไหนเป็นหลัก ถ้าชาร์จบ้านเยอะ แบตเตอรี่จะยังดีอยู่ ถ้าใช้ชาร์จเร็วตลอด ต้องระวัง
ประกันแบตเตอรี่ยังเหลือไหม
ผู้ผลิตส่วนใหญ่ให้ประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม. ถ้าซื้อรถอายุ 2-3 ปี ประกันยังเหลืออีกหลายปี ลดความเสี่ยงได้มาก แต่ต้องเช็คว่าประกันโอนให้เจ้าของใหม่ได้ไหม บางยี่ห้อโอนได้ บางยี่ห้อไม่ได้ อันนี้ต้องถามศูนย์ให้ชัดก่อนจ่ายเงิน
ราคาขายต่อยังผันผวน
ตลาดรถไฟฟ้ามือสองยังไม่นิ่ง ทุกครั้งที่มีรุ่นใหม่ราคาถูกลงมา รุ่นเก่าก็ราคาตกลงไปอีก ถ้าซื้อมาแล้ววางแผนจะขายต่อในอีก 2-3 ปี อาจขาดทุนเยอะ แต่ถ้าซื้อมาใช้ยาวๆ ค่าไฟที่ถูกกว่าค่าน้ำมันก็ชดเชยได้
เช็คศูนย์บริการและอะไหล่
บางยี่ห้อเข้ามาขายในไทยแล้วถอนตัว ศูนย์บริการปิด อะไหล่หายาก ซื้อรถยี่ห้อนี้มือสองแล้วจะลำบากมาก ก่อนซื้อเช็คให้แน่ใจว่ายี่ห้อนั้นยังมีศูนย์บริการอยู่ในไทย อะไหล่หาง่าย และมีช่างที่ชำนาญ
ลองขับก่อน ดูระยะจริง
ก่อนซื้อ ลองขับดูสักวัน วิ่งจนแบตเหลือต่ำแล้วดูว่าได้ระยะจริงเท่าไหร่ เทียบกับสเปกตอนใหม่ ถ้าหายไปไม่เกิน 20% ก็ยังโอเค ดูว่าระบบแอร์ หน้าจอ เบรก มอเตอร์ ทำงานปกติไหม รถไฟฟ้าชิ้นส่วนน้อยกว่ารถน้ำมัน แต่ถ้าพังขึ้นมาค่าซ่อมไม่ถูก



